เกาะซาโดะ ขับรถเที่ยว Sado Island 2 วัน 1 คืนใน นีงาตะ

เกาะซาโดะ (Sado Island) ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่คนญี่ปุ่นนิยมท่องเที่ยวกันในช่วงฤดูร้อน แม้ว่าเกาะนี้จะยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยเท่าไหร่นัก แต่ปัจจุบันเกาะนี้เริ่มได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะฝั่งนักท่องเที่ยวตะวันตกมากขึ้น เราไปดูกันดีกว่าค่ะว่าเสน่ห์และสิ่งที่น่าสนใจของ เกาะซาโดะ นั้นมีอะไรกันบ้าง

สารบัญ

รู้จัก เกาะซาโดะ และวิธีการเดินทาง

เกาะซาโดะ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดนีงาตะ (Niigata) เป็นเกาะที่ใหญ่อันดับสองของญี่ปุ่นรองลงมาจากเกาะโอกินาว่า จุดเด่นคือมีทัศนียภาพที่หลากหลายทั้งภูเขา ทะเล ป่าอันเขียวขจีไปจนถึงทุ่งนาและหมู่บ้านชนบทที่มีบรรยากาศแตกต่างไปจากเมืองหลักอย่างสิ้นเชิง ความน่าสนใจของเกาะซาโดะคือไม่มีสะพานเชื่อมกับแผ่นดินใหญ่ จึงต้องนั่งเรือเฟอร์รี่หรือเรือด่วนเจ็ตฟอยล์เท่านั้น

สำหรับการเดินทางจากโตเกียว (Tokyo) สรุปง่ายๆ คือเราต้องนั่งชิงคันเซ็น จากนั้นต่อบัสประจำทางไปยังท่าเรือและนั่งเรือเพื่อไปยังเกาะ ครั้งนี้เราได้จองที่นั่งชิงคันเซ็นแบบ Reserved Seat ไป-กลับในราคา 21,520 เยน รอบที่เราเลือกคือออกจากสถานีโตเกียวเวลา 08:22 น. ถึงสถานีนีงาตะเวลา 10:21 น. (แต่ละเที่ยวใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง)

เมื่อเรามาถึงสถานีนีงาตะแล้วให้มุ่งหน้าต่อไปยังป้ายรถบัสหมายเลข 17 ที่มุ่งหน้าไปยัง Toki Messe & Sado Kisen หากอ้างอิงตามรอบรถชิงคันเซ็นที่เราขึ้น รอบรถบัสที่เร็วที่สุดคือเวลา 10:45 น. จากสถานีนีงาตะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีไปลงที่ป้ายท่าเรือซาโดะ ราคารถบัสคนละ 260 เยน สามารถใช้ IC Card ชำระได้จึงไม่จำเป็นต้องจองตั๋วล่วงหน้า

ป้ายท่าเรือซาโดะนั้นจอดอยู่หน้าอาคารผู้โดยสารเรือเลย สะดวกมากๆ อันดับแรกให้เราขึ้นไปชั้น 2 เพื่อนำ QR Code ตั๋วเรือที่จองไว้ล่วงหน้าสแกนที่หน้าตู้ เราก็จะได้ตั๋วกระดาษมาแบบง่ายดาย

สำหรับใครที่ไม่รีบแนะนำให้จองเรือเฟอร์รี่เนื่องจากมีราคาถูกกว่าเรือด่วนเจ็ตฟอยล์สามารถนำรถขึ้นไปได้ แต่ข้อเสียคือใช้เวลานาน (ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง) ราคาตั๋วเฟอร์รี่ท่าเรือนีงาตะและเรียวสึ (Niigata – Ryotsu) ชั้นธรรมดาประเภทถูกที่สุดไป-กลับคือ 5,940 เยน

แต่เนื่องจากเราที่เสียเวลาเดินทางจากโตเกียวมาแล้ว จึงเลือกจองเรือด่วนเจ็ตฟอยล์ เพราะแม้จะแพงว่าแต่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาเที่ยวน้อยแบบเรา สำหรับราคาตั๋วเรือด่วนเจ็ตฟอยล์ไป-กลับอยู่ที่ 12,270 เยน เราขึ้นรอบ 11:30 น. กำหนดการไปถึงท่าเรือ Ryotsu คือ 12:37 น.

บรรยากาศภายในเรือค่อนข้างเงียบสงบ แอร์เย็นสบายแถมเบาะที่นั่งนิ่มสบายมากค่ะ โดยแต่ละที่นั่งจะมีหมายเลขกำกับอยู่ เพราะฉะนั้นจะไปนั่งมั่วไม่ได้นะคะต้องนั่งตามหมายเลขที่จองไว้ล่วงหน้า รอบที่เราไปไม่เจอชาวต่างชาติเลย ส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มาเป็นครอบครัว ผู้สูงอายุ หรือคนที่มาพร้อมอุปกรณ์ตกปลาเป็นเสียส่วนใหญ่

หมายเหตุ : หากใครที่สนใจเดินทางในช่วงฤดูร้อน ขอแนะนำให้จองล่วงหน้าแต่เนิ่นๆ เพราะที่นั่งเต็มไวมาก เรียกได้ว่าเป็น High Season ของเกาะเลยค่ะ ข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นเรือและจองล่วงหน้าได้จากที่นี่ https://www.sadokisen.co.jp/en/ (ภาษาอังกฤษ)

เช่ารถขับเที่ยวรอบเกาะซาโดะกันเถอะ

เมื่อมาถึงท่าเรือในเกาะซาโดะ แล้วเราก็ไปเติมพลังกันด้วยการรับประทานอาหารกลางวันกันที่อาคารผู้โดยสารก่อน จากนั้นก็ไปยังจุดเช่ารถที่จองไว้ ที่เกาะซาโดะนั้นมีจุดเช่ารถหลายบริษัทเลยค่ะ แต่ละบริษัทก็อยู่ใกล้กับอาคารมาก เดินทางสะดวกไม่ถึง 10 นาที

ใครที่สนใจมาเที่ยวเกาะซาโดะเราขอแนะนำให้เช่ารถจะดีกว่าค่ะ เนื่องจากเกาะมีขนาดใหญ่ สถานที่ท่องเที่ยวแต่ละจุดก็จะกระจายกันไป หากใช้รถประจำทางซึ่งมีรอบรถน้อยอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ หรือถ้าใช้บริการแท็กซี่ก็ค่อนข้างแพงและมีรถน้อยเช่นเดียวกัน โดยครั้งนี้เราก็เลือกใช้บริการของ Island Rent‑a‑Car ถ้าพร้อมแล้วเราไปเที่ยวซาโดะกันเลย!

บริษัทเช่ารถจุดเด่นURL
1. Island Rent‑a‑Car ตั้งอยู่ติดกับท่าเรือ Ryotsu (เดิน 1 นาที) ภายใต้ป้ายสีส้มชัดเจน
มีรถให้เลือกทั้ง Kei‑car, Compact มินิแวน EV ฯลฯ
มี GPS Bluetooth USB ติดรถทุกคัน
https://island-rentacar.com/
(ไม่มีเว็บภาษาอังกฤษ)
2. Sado Kisen Rental Carเคาน์เตอร์อยู่ชั้นล่างของ Terminal ท่าเรือ Ryotsu เดินเพียงไม่กี่ก้าวจากท่าเรือ
มีรถหลากหลาย ทั้ง Kei‑car Compact Sedan Sports car Wagon พร้อมรับ/คืนข้ามท่าหากต้องการ
https://www.sadokisen.co.jp/en/rentacar/
3. Times Car Rental Sadoสาขา Ryotsu อยู่ติดกับอาคารท่าเรือ เดิน 1 นาที
มี One‑way Return (เช่า–คืนสถานที่ต่างกัน) เหมาะกับทริปแบบต่อเนื่อง
https://rental.timescar.jp/niigata/shop/1503/
4. Watanabe Sansho Rent‑a‑Carอยู่ใกล้ท่าเรือ (อาคารชั้น 1 ใน Terminal Buildinghttps://ws-rentacar.com/
(ไม่มีเว็บภาษาอังกฤษ)
5. Tabirai / Nippon / Toyota Rent‑a‑CarToyota และ Times มีสาขาใกล้ท่าเรือ สะดวกในการจองออนไลน์/โทรสอบถาม
Tabirai (เว็บเปรียบเทียบ) มี GPS อังกฤษ ประกัน CDW ETC รวมค่าใช้จ่าย
https://en.tabirai.net/car/niigata/sado_island

แผนการเดินทางวันที่ 1 ในเกาะซาโดะ

Historic Site Sado Kinzan Gold Mine – ตะลุยเหมืองทองซาโดะ เรียนรู้วิธีชีวิตผู้คนในอดีต

จุดแรกในเกาะซาโดะที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย เพราะเป็นแลนด์มาร์กที่ใครมาเที่ยวก็ต้องแวะมาเช็คอินกับเหมืองทองซาโดะ (Historic Site Sado Kinzan Gold Mine) หรือพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาและวิถีชีวิตของชาวเหมืองในสมัยก่อน เรื่องราวของเหมืองทองซาโดะได้เริ่มต้นขึ้นในปี 1601 เมื่อมีการค้นพบแหล่งทองคำบนเกาะซาโดะในช่วงปลายยุคสงคราม และในปี 1603 ที่นี่จึงเปรียบเสมือนเป็นแหล่งรายได้หลักของรัฐบาลในยุคนั้นหลังจากที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลโชกุน

ความน่าสนใจคือเหมืองทองซาโดะในยุคแรกเป็นการขุดด้วยแรงงานคนทั้งหมด บรรดาเหล่านักโทษและช่างเหมืองจากทั่วประเทศจึงถูกส่งมาทำงานที่นี่ เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุคเมจิที่รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดรับวัฒนธรรมตะวันตกก็ได้มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่และเครื่องจักรเข้ามาใช้งาน แต่ด้วยต้นทุนที่สูงและปริมาณแร่ที่ลดลง ทำให้เหมืองต้องปิดตัวลงในปี 1989 นั่นเอง

สำหรับการเดินชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะแบ่งเป็น 2 เส้นทางเป็นคอร์สยาวกับคอร์สสั้น ให้เราได้ศึกษาลงไปในอุโมงค์เหมืองจริงๆ แม้ว่าเราจะเดินทางไปเกาะซาโดะในช่วงฤดูร้อน แต่พอเข้าลงไปในเมืองแล้วขอบอกว่า “เย็นมาก” จนต้องมีป้ายประกาศเตือนก่อนเข้าว่าอากาศข้างในหนาวอุณหภูมิประมาณ 10 องศา เพราะเราต้องลงไปชั้นใต้ดิน เพียงแค่ก้าวเข้าไปแค่หน้าประตูทางเข้าก็สัมผัสได้ถึงความเย็นและความชื้นของอากาศได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นอย่าลืมพกเสื้อกันหนาวไปเผื่อด้วยนะคะ

บรรยากาศภายในค่อนข้างมืด แต่เมื่อเดินไปสักพักจะเห็นหุ่นจำลองเสมือนจริงที่บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวเหมืองและขั้นตอนวิธีการทำเหมืองตลอดเส้นทาง (หุ่นบางตัวขยับได้ด้วยนะ)

เมื่อเดินออกมาจากเหมืองแล้วโซนถัดไปจะเป็นนิทรรศการที่เล่าประวัติความเป็นมาต่างๆ นอกจากนี้ ของที่ระลึกที่ดีไซน์ออกมาในรูปแบบทองคำแท่งและเงินให้เข้ากับธีมสถานที่แห่งนี้เองก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

Kitazawa Fuyu Senkouba – โรงแยกแร่คิตาซาวะบนเกาะซาโดะที่สายอาร์ตห้ามพลาด

จุดต่อไปที่เราจะพูดถึงอยู่ไม่ไกลจากเหมืองทองซาโดะเลยค่ะ ขับรถใช้เวลาไม่เกิน 10 นาทีเท่านั้น สำหรับโรงแยกแร่คิตาซาวะ (Kitazawa Fuyu Senkouba) ในเกาะซาโดะนั้นสร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เพื่อรองรับการขยายตัวของการทำเหมืองแร่ โรงงานแห่งนี้ทำหน้าที่ในการแยกแร่ทองคำและเงินออกจากหินที่ขุดขึ้นมาจากเหมือง โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “การลอยแร่ (Flotation method)” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ในยุคนั้น

แม้ปัจจุบันโรงงานแยกแร่คิตาซาวะจะถูกทิ้งร้างมานาน แต่ตัวอาคารหลักและโครงสร้างคอนกรีตขนาดยักษ์ยังคงตั้งตระหง่านอยู่กลางธรรมชาติท่ามกลางต้นไม้ใบหญ้าสีเขียวขจี ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเย็นถึงค่ำที่นี่ยังมีการจัดไลท์อัพ และบางช่วงของปี อาทิ ช่วงโกลเด้นวีค (ปลายเมษายน-ต้นพฤษภาคม) หรือช่วงฤดูร้อน (กรกฎาคม–กันยายน) จะมีการจัด Projection Mapping ซึ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวเล่าเรื่องเกี่ยวกับประวัติของเหมือง วัฏจักรของทองคำและแร่ด้วย จึงเรียกได้ว่าโรงแยกแร่คิตาซาวะกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่สำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายประวัติศาสตร์รวมไปถึงช่างภาพนั่นเอง (ปกติตรงโซนนี้สามารถเข้าชมได้ฟรี แต่อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหากมีกิจกรรมพิเศษ)

Shukunegi – หมู่บ้านช่างเรือแห่งเกาะซาโดะที่หยุดเวลาไว้ตั้งแต่สมัยเอโดะ

ชูคุเนกิ (Shukunegi) เป็นหมู่บ้านโบราณที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะซาโดะ หากขับรถจากโรงแยกแร่คิตาซาวะจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าวเล็กๆ จึงเป็นศูนย์กลางของเรือสินค้าขนาดใหญ่ในทะเลญี่ปุ่น ส่วนใหญ่แล้วผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมของหมู่บ้านชูคุเนกิประกอบอาชีพช่างต่อเรือ ชาวประมง และพ่อค้า ที่นี่ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “กลุ่มอาคารโบราณสำคัญของชาติ (Important Preservation District for Groups of Traditional Buildings)” ในปี 1991 อีกด้วย

จุดเด่นของที่นี่คืออาคารบ้านเรือนที่สร้างด้วยไม้สนซีดาร์ที่ทนลมทะเลได้ดี มีการจัดวางอาคารให้เรียงเบียดชิดกันอย่างแน่นหนาเพื่อลดแรงลมในฤดูหนาว บางหลังมีการรีไซเคิลไม้เรือเก่าหรือนำสังกะสีมาสร้างบ้าน ทำให้แต่ละหลังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจุบันมีบ้านไม้โบราณมากกว่า 100 หลังที่ยังคงสภาพดีให้เราสามารถเดินเที่ยวชมได้ แต่ส่วนตัวแล้วเรารู้สึกว่าไม่ค่อยว้าวเท่าไหร่ อาจจะเพราะเคยชินกับบ้านคล้ายๆ ลักษณะแบบนี้ในไทยอยู่จนชินตา

Tarai Bune – ตามรอยแอนิเมชัน Spirited Away นั่งเรืออ่าง ภูมิปัญญาชาวประมงแห่งเกาะซาโดะที่สืบทอดมากว่าร้อยปี

ทาไรบุเนะ (Tarai Bune) หรือที่หลายคนขนานนามว่า “เรืออ่างแห่งเกาะซาโดะ” เปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กกิจกรรมที่หากใครได้มาเยือนเกาะซาโดะแล้วจะต้องเช็คอินให้ได้ เพราะเรือนี้เป็นหนึ่งในภาพจำอันแสนน่ารักของท้องทะเลญี่ปุ่น ด้วยรูปร่างเรือที่เป็นทรงกลมขนาดจิ๋วคล้ายกับอ่างน้ำ นอกจากความน่ารักแล้วทรงของเรือยังมีจุดเด่นคือสามารถหมุนตัวได้ง่าย ควบคุมทิศทางได้ในพื้นที่จำกัดและพลิกคว่ำได้ยาก จึงเหมาะกับการล่องไปในแนวชายฝั่งที่แคบและเป็นโขดหิน ซึ่งเรือธรรมดาไม่สามารถเข้าถึงได้

โดยทั่วไปแล้วเรือประเภทนี้ใช้จับหอยเป๋าฮื้อ หอยเม่น สาหร่าย และสัตว์ทะเลที่อาศัยตามแนวโขดหิน วัสดุที่ใช้ทำมาจากไม้สนหรือไม้เกาลัด ประกอบด้วยเทคนิคดั้งเดิมแบบไม่ใช้ตะปูแต่จะรัดด้วยห่วงไม้ไผ่แทน นอกจากนี้ เรือทาไรบุเนะยังเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังฉากเรือในภาพยนตร์แอนิเมชันระดับโลก Spirited Away ของสตูดิโอ Ghibli อีกด้วย

แน่นอนว่ามาถึงเกาะซาโดะทั้งทีจะพลาดได้ยังไง จุดขึ้นเรือที่เราจองไปนั้นอยู่ตรงข้ามกับหมู่บ้านชูคุเนกิเลย สะดวกมากๆ เรือหนึ่งลำสามารถนั่งได้ 1-3 คน (ไม่รวมฝีพาย) ระหว่างทางคุณลุงฝีพายของเราก็จะเล่าเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับเกาะซาโดะบ้าง มีแวะให้หยุดถ่ายรูปบ้าง แถมในเรือยังมีกล่องไม้ไผ่เล็กๆ ติดกระจกให้เราสามารถใช้ส่องความสวยงามของโลกใต้ท้องทะเลได้ชัดมากขึ้นอีกด้วย สิ่งนี้ประทับใจอีกอย่างนึงคือคุณลุงฝีพายของเราสามารถพูดภาษาไทยได้นิดหน่อยค่ะ พอรู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยแล้วโชว์พูดภาษาไทยให้ฟังไม่หยุดเลย น่ารักมากๆ

  • ราคาค่านั่งเรือทาไรบุเนะ : คนละ 2,000 เยน (ใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที)

Shikishima-so – ที่พักติดริมทะเลกับห้องริมชายหาด พร้อมกับจอโปรเจกเตอร์ในตัว

หลังจากที่เราได้สนุกเต็มอิ่มไปกับการเที่ยวทั้งวันแล้วฟ้าก็เริ่มมืดลงจึงได้เวลากลับไปยังที่พัก และสถานที่ที่เราเลือกในครั้งนี้คือ “ชิกิชิมะโซ” (Shikishima-so -) เกสต์เฮาส์สไตล์ญี่ปุ่นชื่อดังแห่งเกาะซาโดะ จากหมู่บ้านชูคุเนกิขับรถย้อนกลับขึ้นมาทิศเหนือจะใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง ห้องพักของที่นี่มีหลายประเภท ทั้งแบบตะวันตกและแบบตะวันออก ไปจนถึงห้องพักแบบวิลล่าพร้อมห้องซาวน่าส่วนตัว

จุดเด่นคือเกสต์เฮาส์แห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือจึงสามารถมองเห็นวิวทะเลได้จากห้องพักเลย ห้องที่เราเลือกเป็นห้องที่มีเตียงเดี่ยวและเตียงฟุตง สามารถรองรับแขกได้สูงสุด 7 คน บรรยากาศภายในห้องดูสะอาด ใหม่และตกแต่งได้อย่างสวยงาม ที่สำคัญยังมีจอโปรเจกเตอร์ขนาดยักษ์ในห้องอีกด้วย เหมาะสำหรับการมาเที่ยวกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงเป็นอย่างมาก

ข้อดีของที่นี่คือเจ้าของเกสต์เฮาส์มีเรือประมงของตัวเอง ทำให้ทางเกสต์เฮาส์สามารถจับปลาแล้วส่งเข้าครัวโดยตรง จึงได้ความสดใหม่ของอาหารทะเลและรสชาติดีเยี่ยม รับประกันความอลังการและคุณภาพระดับพรีเมียม ขนาดอาหารเช้ายังอร่อยมากๆ เลยค่ะ

แต่ในส่วนของข้อเสียคือแต่ละห้องนั้นไม่มีห้องน้ำภายในตัว ทำให้ทุกคนต้องไปใช้บริการห้องอาบน้ำส่วนกลาง ซึ่งถ้าไม่กะเวลาอาบน้ำให้ดีไปเจอช่วงพีคจะแออัดมากๆ (ตอนที่เราเข้าไปประมาณ 3 ทุ่มกว่าแล้วยังต้องยืนรอคิวในห้องน้ำ) แต่ถ้าตื่นตอนเช้ามาช่วงไม่มีคน สามารถแช่น้ำพร้อมกับชมวิวทะเลแบบชิลล์ๆ ได้ นอกจากนี้ ภายในห้องไม่มีไดร์เป่าผมให้ ทำให้ทุกคนต้องมารอใช้บริการไดร์เป่าผมในห้องอาบน้ำซึ่งมีแค่เครื่องเดียว ดังนั้น หากใครสนใจที่นี่ขอแนะนำให้พกไดร์เป่าผมส่วนตัวมาด้วยนะคะ

แผนการเดินทางวันที่ 2 ในเกาะซาโดะ

Senkakuwan Bay – วิวธรรมชาติสุดตระการตา น้ำทะเลใส และแนวอ่าวเกาะซาโดะที่งดงามราวภาพวาด

วันนี้เราก็เริ่มจุดแรกของการตะลุยเกาะซาโดะวันสุดท้ายด้วยการไป “อ่าวเซนคาคุวัน” (Senkakuwan Bay) จุดเด่นของที่นี่คือชายฝั่งที่มีโตรกผาหินสูงประมาณ 30 เมตร คล้ายกับฟยอร์ด (fjord) ที่สวยงามของนอร์เวย์อย่าง Hardangerfjord (ฟยอร์ดคือลักษณะของอ่าวที่แคบ และก็ยาวกินพื้นที่เข้าไปในแผ่นดิน) ที่นี่ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “100 ชายฝั่งสวยของญี่ปุ่น” (Japan’s Best 100 Shores) ในปี 1996 และยังเป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำของภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Kimi no Na Wa” อีกด้วยนะ

ไฮไลต์ของที่นี่คือจุดชมวิวอาเกชิมะ (Ageshima Observation Deck) บนเกาะเล็กในอ่าว เราสามารถชมทิวทัศน์แบบพาโนรามาของแนวโตรกผา ผืนทะเลและท้องฟ้าใสได้รอบทิศทาง

หรือใครที่อยากสัมผัสธรรมชาติมากขึ้นก็สามารถไปล่องเรือชมอ่าวกันแบบใกล้ๆ ได้ โดยเรือแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 15 นาทีต่อเที่ยว (สำหรับ 12 คน) ระหว่างล่องเรือสามารถให้อาหารนกนางนวลที่จะบินมาโฉบรอบเรืออย่างใกล้ชิดได้ด้วย

Onogame – จุดชมวิวริมทะเลเหนือสุดของเกาะซาโดะที่ไม่ควรพลาด

มาถึงจุดสุดท้ายซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่เราชอบมากที่สุดในเกาะซาโดะนั่นก็คือ “โอโนกาเมะ” (Onogame) หินแกรนิตขนาดมหึมาที่ยื่นออกไปในทะเลญี่ปุ่น ความสูงประมาณ 167 เมตรจากหุบเขาถึงยอด ลักษณะเป็นก้อนหินทรงกลมขนาดใหญ่ที่เกิดจากการแทรกดันของแมกมานับล้านปีก่อนจนกลายเป็นหินโดดเด่นเหนือแนวชายฝั่งรูปร่างคล้ายเต่า จึงเป็นที่มาของชื่อคำว่า “กาเมะ” หรือ “คาเมะ” ที่แปลว่า “เต่า” นั่นเอง นอกจากนี้ โอโนกาเมะได้รับการจัดเป็นหนึ่งใน “ญี่ปุ่นสามยักษ์หินธรรมชาติ” และปรากฏใน มิชลิน กรีนไกด์ เจแปน (สองดาว) ด้วย

การเดินทางไปยังโอโนกาเมะนั่นค่อนข้างไกลจากจุดท่องเที่ยวอื่นๆ เนื่องจากอยู่ทิศเหนือสุดของเกาะซาโดะเลย เราจึงต้องเผื่อเวลาการเดินทางให้ดีๆ หากขับรถจากอ่าวเซนคาคุวันจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ที่นี่เหมาะสำหรับใครที่ชอบปีนเขา เนื่องจากมีคอร์สเดินให้ได้เดินขึ้นไปชมถึงด้านบนอยู่

เท่านั้นยังไม่พอ หากใครที่มีโอกาสได้ไปเยือนที่นี่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมไปจนถึงต้นมิถุนายนล่ะก็จะได้ชมความงามของดอกโทบิชิมะคันโซหรือดอกลิลลี่ป่ากว่า 1 ล้านดอกเลยนะคะ ใครที่ชื่นชอบการถ่ายรูปไม่ควรพลาดเลยจริงๆ

ที่มารูปภาพจาก https://niigata-kankou.or.jp/spot/9969

บทส่งท้าย

หลังจากเสร็จจากโอโนกาเมะเราต้องเผื่อเวลาย้อนกลับไปยังท่าเรือเพื่อคืนรถเช่าและนั่งเรือกลับ โดยระยะทางจากโอโนกาเมะไปยังท่าเรือนั้นห่างประมาณ 1 ชั่วโมงกว่าเช่นเดียวกัน ทำให้เราไม่มีเวลาพอที่จะไปเที่ยวแวะชมที่อื่นต่อ แต่ความจริงแล้วที่เกาะซาโดะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจอีกมากมาย หากใครสนใจอยากเที่ยวที่เกาะนี้แบบชิลล์ๆ ไม่ต้องรีบล่ะก็เราขอแนะนำให้เผื่อเวลาไว้สัก 3 วัน 2 คืนน่าจะกำลังดีค่ะ

หรือใครที่มีเวลาเหลือมากกว่านั้นแล้วอยากเที่ยวจังหวัดนีงาตะเพิ่มสไตล์คน Local ล่ะก็ลองดูข้อมูลได้จากบทความนี้เลย! https://www.gographjapan.com/jonnobi-village-niigata/

Facebook
Pinterest
Twitter
LOOKGADE

LOOKGADE

ᴛʜᴀɪ-ᴄʜɪɴᴇsᴇ ʙᴀsᴇᴅ ɪɴ тᴏᴋчᴏ l ᴡᴇʙ ᴄᴏɴᴛᴇɴᴛ ᴇᴅɪᴛᴏʀ & sᴏᴄɪᴀʟ ᴍᴇᴅɪᴀ ᴅɪʀᴇᴄᴛᴏʀ l ғʀᴇᴇʟᴀɴᴄᴇ ᴡʀɪᴛᴇʀ & ᴍᴏᴅᴇʟ l ɪɴsᴛᴀɢʀᴀᴍ : www.instagram.com/katerumrsn/